เห็ดเข็มทอง ลดน้ำหนักเน้น ๆ เด่นคุณค่า คนรักเห็ดต้องจัดมาอย่าให้เสีย !

เห็ดเข็มทอง ของดีจากธรรมชาติ รสชาติถูกปาก ลดน้ำหนักก็ได้ ควบคุมเบาหวานก็ดี เจอแบบนี้ไม่ลองได้ยังไงกัน !

ได้ยินกันมานักต่อนักแล้วถึงเรื่องประโยชน์ของเห็ด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเจ้าอาหารที่ว่าเป็นผักก็ไม่ใช่ จะเป็นพืชก็ไม่เชิงนี้ ดีกับสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดชิเมจิ เห็นออรินจิ และเห็ดชนิดอื่น ๆ ที่สามารถรับประทานได้ก็ล้วนแต่ได้รับความนิยม และเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่ถูกปากถูกใจคนจำนวนไม่น้อยนั่นก็คือ เห็ดเข็มทอง ที่ได้ยินกันมาแว่ว ๆ ว่าช่วยลดน้ำหนักได้ แต่เอ๊ะ ! แล้วเห็ดเข็มทองจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร และมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง เรามาเจาะลึกให้รู้กันไปเลย

เห็ดเข็มทอง

เห็ดเข็มทอง คืออะไร ?

เห็ดเข็มทอง หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดเหมันต์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Flammulina velutipes (Curt,ex Fr.) และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Golden Needle Mushroom, Needle Mushroom, Enokitake และ Enoki Mushroom เป็นเห็ดที่เกิดได้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น และมักอาศัยอยู่บนตอไม้หรือท่อนไม้ที่ตายแล้ว เดิมทีแล้วเห็ดเข็มทองมีลักษณะเป็นดอกเล็ก ๆ แต่ลำต้นสั้น แต่ที่เราเห็นลำต้นผอมยาวเป็นกระจุก ก็เพราะทางประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเห็ดเข็มทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้สะดวกต่อการบรรจุและจำหน่าย ทั้งนี้เห็ดเข็มทองเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม และที่ได้รับความนิยมเพราะสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย โดยเห็ดเข็มทอง 100 กรัมมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

 

เห็ดเข็มทอง

เห็ดเข็มทอง สรรพคุณไม่ใช่เล่น กินเน้น ๆ เพื่อสุขภาพ

เห็ดเข็มทองเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้เห็ดชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะปริมาณวิตามินบีที่มีมากมายอันเป็นคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐานของพืชตระกูลเห็ดเลยก็ว่าได้ ซึ่งเห็ดเข็มทองในปริมาณเพียง 1 ถ้วย ก็มีสารไนอะซิน หรือวิตามินบี 3 สูงถึง 23% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แถมปริมาณไธอะมินที่มีก็เทียบเท่ากับ 10% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเหมือนกัน นี่ยังไม่นับรวมกับแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ อีกมากมายที่ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงมากนักแต่ก็ครบเครื่องเรื่องคุณค่าแบบสุด ๆ เราจึงสามารถรับประทานเห็ดเข็มทองแทนเนื้อสัตว์ได้ และเพราะสารอาหารที่มีอย่างเพียบพร้อมในปริมาณที่พอดี๊พอดี จึงทำให้เห็ดเข็มทองมีสรรพคุณมากมายดังนี้ค่ะ

1. ช่วยลดน้ำหนัก

ขึ้นชื่อว่าเห็ดแล้ว สรรพคุณเรื่องการลดน้ำหนักก็จะต้องนำมาอย่างโดดเด่น ด้วยเพราะปริมาณไฟเบอร์ที่มีสูง แถมยังแคลอรีต่ำเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกิดการผกผันจนทำให้เกิดอาการหิว นอกจากนี้การที่เห็ดเข็มทองสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยังทำให้ไขมันสะสมที่เกิดจากการแปรสภาพของน้ำตาลลดลงด้วยล่ะค่ะ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากญี่ปุ่น ดร.เอะงุชิ ฟุมิโอะ ยังได้มีการคิดค้นสูตรการลดน้ำหนักด้วยเห็ดเข็มทองขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งสูตรนี้มีชื่อเรียกว่า น้ำแข็งเห็ด ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ค่ะ

น้ำแข็งเห็ด

วิธีทำ

1. เตรียมเห็ดเข็มทอง 300 กรัม หั่นรากออก แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นแบ่งเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน
2. นำเห็ดเข็มทองใส่เครื่องปั่น เติมน้ำประมาณ 400 มิลลิลิตร ปั่นประมาณ 20-30 วินาที
3. เทลงหม้อตั้งไฟอ่อน เคี่ยวต่อ 1 ชั่วโมง จากนั้นปิดไฟ แล้วพักให้เย็น
4. เทใส่แม่พิมพ์น้ำแข็ง แช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง

นอกจากนี้ ดร.เอะงุชิ ก็ยังแนะนำว่าควรรับประทานน้ำแข็งเห็ดให้ได้วันละ 3 ก้อน โดยการนำไปดัดแปลงใส่กับอาหาร หรือเครื่องดื่ม จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นอีกด้วย

2. ต้านมะเร็ง

อีกคุณประโยชน์ที่เรียกได้ว่าสุดมหัศจรรย์นั่นก็คือสรรพคุณในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์พบว่าการรับประทานเห็ดเข็มทองเป็นประจำสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายได้กว่า 95% และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง นั่นก็เป็นเพราะว่าในเห็ดเข็มทองมีสารเฟลมมูลิน (flammulin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งในร่างกายได้นั่นเอง

3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

สารอาหารที่อัดแน่นอยู่ในเห็ดดอกเล็ก ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระที่จ้องทำลายสุขภาพของเรา อีกทั้งยังเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย

เห็ดเข็มทอง

4. สลายไขมันในระบบทางเดินอาหาร

รู้หรือไม่ว่าไขมันที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่ลง แต่เห็ดเข็มทองช่วยได้ค่ะ เพราะกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ที่อยู่ในเห็ดชนิดนี้จะเข้าไปสลายไขมันที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น และทำให้ไขมันสะสมในร่างกายได้รับการเผาผลาญมากขึ้นจากการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่เป็นปกติค่ะ

5. ควบคุมระดับน้ำตาล

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าพลาดเห็ดเข็มทองแล้วจะต้องเสียดาย เพราะอย่างที่บอกไปเมื่อข้างต้นแล้วว่าเห็ดเข็มทองสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ไม่เพียงแค่กับคนที่มีสุขภาพปกติ แต่กับคนที่เป็นโรคเบาหวานด้วย เพราะเห็ดเข็มทองจะช่วยให้ภาวะผกผันของระดับน้ำตาลลดลง อีกทั้งไฟเบอร์ที่อยู่ในเห็ดเข็มทองก็ยังไปช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลมาใช้ได้อีกด้วย ส่งผลให้อาการของโรคเบาหวานบรรเทาลงโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

6. แก้ท้องผูก

อาการท้องผูกส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการทำงานของลำไส้ที่ผิดปกติ ซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้การทำงานของลำไส้กลับมาเป็นปกติได้ก็คือการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง และเห็ดเข็มทองก็เป็นอาหารที่มีไฟเบอร์อยู่ไม่น้อย หากรับประทานเห็ดชนิดนี้เป็นประจำแล้วละก็ รับรองว่าระบบขับถ่ายจะเป็นปกติ หมดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่ออก หรือลำไส้แปรปรวนได้เลยค่ะ

7. ช่วยบำรุงสมอง

เห็ดเข็มทองเป็นพืชที่มีกรดอะมิโนสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในส่วนของความจำ อีกทั้งช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็กในวัยเจริญเติบโต ถ้ากินเห็ดเข็มทองเป็นประจำก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

8. ลดไขมันในเลือด

อีกหนึ่งประโยชน์ที่ต้องยกความดีความชอบให้ก็คือเรื่องนี้ล่ะค่ะ เพราะกากใยในเห็ดเข็มทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหัวใจในที่สุด

9. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ

สาเหตุที่เห็ดเข็มทองช่วยลดน้ำหนักได้ไม่ใช่แค่เพียงว่ามีแคลอรีต่ำเท่านั้น แต่เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์ในเห็ดเข็มทองรวมทั้งกากใยที่มีอยู่ไม่น้อยจะไปช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และไม่คั่งค้างเหลือกลายเป็นไขมันสะสมที่ร่างกายไม่ต้องการ คนที่มีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญต่ำ รับประทานเห็ดเข็มทองบ่อย ๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยล่ะ

เห็ดเข็มทอง

เมนูเห็ดเข็มทอง กินกับอะไรก็อร่อย

ด้วยเพราะลักษณะของเห็ดเข็มทองที่ดูน่ารับประทานและมีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่มจึงทำให้เห็ดเข็มทองสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทานเห็ดเข็มทองกับอะไรดีก็ลองไปดูเมนูเหล่านี้ที่เราหยิบมาฝากกันเลยค่ะ

– เห็ดเข็มทองทอดเจ กับซอสมะขาม 3 รส อาหารเจทอดกรอบยั่วต่อมหิว

– ไข่เจียวเห็ดเข็มทอง เมนูไข่สุดง่าย ทำได้แค่ใช้ไมโครเวฟ

– พล่าเห็ดเข็มทองเจ อาหารเจรสจัดจ้าน ไร้แป้ง แคลอรีต่ำ

– เห็ดเข็มทองผัดเนย กลิ่นหอมชวนรับประทาน

– ไข่ตุ๋นไมโครเวฟเห็ดเข็มทองหมูสับ อร่อยง่าย ๆ สไตล์เด็กหอ

– วิธีทำ ต้มข่ากุ้งใส่เห็ดเข็มทอง หอมอร่อยรสกลมกล่อม

– เทมปุระเห็ดเจ อาหารเจกรุบกรอบได้ประโยชน์จากเห็ด

เรื่องของประโยชน์เพื่อสุขภาพ ต้องยอมรับว่าเห็ดเข็มทองนี่ไม่ได้มาเล่น ๆ ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้คนถึงหันมารับประทานเห็ดเข็มทองกันมากขึ้น ถ้าใครยังไม่เคยลองแต่อยากมีสุขภาพดีละก็ ถ้ามีโอกาสก็หาเจ้าเห็ดชนิดนี้มารับประทานกันดูนะคะ รับรองจะติดใจ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
livestrong.com
Cancer & Natural Therapy Foundation of Australia
healthbenefitstimes.com

3 ประโยชน์สุดเริด ที่ได้จากการกินโยเกิร์ตตอนเช้า

บ้างก็ว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วจะท้องเสีย บ้างก็สงสัยว่ากินโยเกิร์ตจะอ้วนไหม ซึ่งเราอยากเตือนว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อข้อมูลเท็จจริงใด ๆ เพราะจริง ๆ แล้วกินโยเกิร์ตตอนเช้านี่แหละเริดอย่าบอกใครเลย

เรื่องสุขภาพและอาหารการกินเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดูจะมีความคลุมเครืออยู่ไม่น้อย อย่างประเด็นกินโยเกิร์ตตอนเช้า กินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง หลายคนยังคงสงสัยว่าดีกับสุขภาพจริง ๆ หรือจะเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักได้หรือไม่ ฉะนั้นก่อนจะเข้าใจข้อมูลผิด ๆ ไป เราอยากให้มาอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ก่อน
กินโยเกิร์ตตอนเช้า


ภาพจาก pexels.com

 

กินโยเกิร์ตตอนเช้าดีไหม

ก็ไม่อยากจะร่ำไรให้มากความค่ะ เอาเป็นว่ามาอ่านให้เต็ม ๆ ตาว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วมันดีอย่างนี้นี่ไง

1. กินโยเกิร์ตตอนเช้า ลดความอ้วนง่ายขึ้น

Michael Zemel นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tennessee เผยผลวิจัยที่พบว่า อาสาสมัครที่กินโยเกิร์ต 3 มื้อต่อวัน มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่า 22% และลดไขมันในร่างกายได้มากกว่า 61% เมื่อเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่ได้กินโยเกิร์ตเลยสักมื้อ ซึ่งนักวิจัยก็อธิบายว่า โยเกิร์ตเปี่ยมไปด้วยโปรตีน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกอิ่มอยู่ท้อง อีกทั้งปริมาณแคลเซียมที่สูงในโยเกิร์ตยังช่วยในกระบวนการเบิร์นไขมันในร่างกายอีกด้วย

แต่ทั้งนี้เราก็ควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติและผสมผลไม้สด ๆ อย่างเนื้อส้ม แอปเปิล กล้วย หรือผลไม้ชนิดอื่นเข้าไปในโยเกิร์ตถ้วยเดิมของคุณด้วย เพื่อให้ไฟเบอร์ในผลไม้เติมเต็มความอิ่มในท้องของเราได้มากขึ้น

2. กินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง แก้ท้องผูกได้

ในโยเกิร์ตมีวิตามินและเกลือแร่อยู่หลายชนิดด้วยกัน ทั้งวิตามินบี วิตามินดี และแคลเซียม แถมยังมีโพรไบโอติกส์อยู่มาก ซึ่งในการศึกษาก็พบว่า วิตามินและเกลือแร่ในโยเกิร์ตเหล่านี้มีส่วนช่วยปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ ช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยป้องกันอาการลำไส้อักเสบ และช่วยป้องกันอาการท้องเสียได้

เพราะโพรไบโอติกส์ในโยเกิร์ตจะช่วยต่อต้านแบคทีเรียชนิดไม่ดี ในขณะที่ช่วยเสริมกำลังแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้ และหากกินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง ร่างกายก็จะดูดซึมประโยชน์ดังกล่าวของโยเกิร์ตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมีอาการท้องผูก ถ่ายยาก ลองกินโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้าอย่างแรกดูสิคะ แต่สำหรับคนที่ถ่ายยากหนักมาก อาจต้องลองกินโยเกิร์ตติดต่อกันอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลซะก่อน

กินโยเกิร์ตตอนเช้า

3. ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ในกรณีที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำ ระบบลำไส้ของเราจะได้รับการปรับสมดุล พร้อมทั้งคอยเสริมทัพให้แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้มีความสตรองต่อเชื้อก่อโรคใด ๆ มากขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้ก็มีงานวิจัยจากฝรั่งเศสมาช่วยยืนยันด้วยว่า คนที่กินโยเกิร์ตค่อนข้างบ่อยจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ได้ครึ่งต่อครึ่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่กินโยเกิร์ตไม่บ่อย หรือไม่กินโยเกิร์ตเลย

ทั้งนี้นักวิจัยก็ยังแนะนำมาอีกว่า เราควรกินโยเกิร์ตในมื้อเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากโยเกิร์ตได้อย่างเต็มที่ และควรเลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับผลไม้น้ำตาลต่ำ ๆ เช่น แอปเปิล กล้วย หรือแก้วมังกร เป็นต้น

เห็นไหมล่ะว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วสุขภาพแฮปปี้จะตาย ดังนั้นมื้อเช้าของคุณต่อไปนี้ก็ไม่ควรพลาดโยเกิร์ตด้วยประการทั้งปวง อ้อ ! และถ้าอยากเติมความเฮลธ์ตี้ให้โยเกิร์ตเพิ่มขึ้นไปอีก แนะนำให้กินโยเกิร์ตตามนี้เลยจ้า

– กินโยเกิร์ตกับอะไรดี ถ้วยนี้ได้เฮลธ์ตี้คูณสอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
health
healthclover
livestrong
liveinthenow

ประโยชน์ของเห็ด 7 ชนิด อาหารเพื่อสุขภาพยอดฮิตช่วงกินเจ

พาไปรู้จักกับสรรพคุณเด็ด ๆ ของเห็ด 7 ชนิด ที่คนนิยมทานช่วงกินเจ ไม่ใช่แค่อร่อยแต่ยังดีกับสุขภาพสุด ๆ

สารพัดเห็ดจัดเป็นเมนูจานเด็ดของคนทานมังสวิรัติ รวมทั้งในช่วงเทศกาลกินเจที่นิยมนำเห็ดต่าง ๆ มาประกอบอาหาร เพราะมีโปรตีนสูง ยิ่งถ้านำเห็ดหลาย ๆ ชนิดมาปรุงอาหารเข้าด้วยกัน ก็รับโปรตีนและสารอาหารที่หลากหลายไปเต็ม ๆ พ่วงด้วยสรรพคุณทางยาดี ๆ จากเห็ดแต่ละชนิดอีกต่างหาก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยอยากชวนทุกคนไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของเห็ด 7 ชนิดที่คนไทยนิยมทาน ว่าเติมประโยชน์ดี ๆ อะไรให้ร่างกายของเราบ้าง
เห็ดเข็มทอง

เห็ดเข็มทอง

ชื่อภาษาอังกฤษ : Golden Needle Mushroom, Needle Mushroom, Enokitake และ Enoki Mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Flammulina velutipes

สรรพคุณของเห็ดเข็มทอง

เป็นเห็ดดอกเล็ก ๆ ที่เติบโตในสภาพอากาศหนาวเย็น มีคุณค่าทางอาหารสูงและรสชาติอร่อย ถือเป็นหนึ่งในเห็ดยอดฮิตที่คนไทยชอบทาน เพราะให้ประโยชน์ตั้งขนาดนี้

– ทานแล้วช่วยลดน้ำหนัก เพราะมีไฟเบอร์สูง แคลอรีต่ำ กินแล้วอิ่มเร็ว อิ่มนาน แถมยังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้หิวเร็ว

– ต้านมะเร็ง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

– สลายไขมันในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น

– ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เพราะมีไฟเบอร์สูง

– ช่วยบำรุงสมอง เพราะเป็นพืชที่มีกรดอะมิโนสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในส่วนของความจำ

– กากใยในเห็ดเข็มทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง

– ทานประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะอาหาร และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

– เห็ดเข็มทอง 100 กรัม ให้พลังงาน 37 กิโลแคลอรี ไขมัน 0.29 กรัม ไฟเบอร์ 2.7 กรัม

อ่านประโยชน์ของเห็ดเข็มทองแบบเต็ม ๆ ต่อได้ที่ “เห็ดเข็มทอง ลดน้ำหนักเน้น ๆ เด่นคุณค่า คนรักเห็ดต้องจัดมาอย่าให้เสีย !”

เห็ดฟาง

เห็ดฟาง

ชื่อภาษาอังกฤษ : Straw mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Volvariella volvacea

สรรพคุณของเห็ดฟาง

เป็นเห็ดที่ขึ้นได้ดีในธรรมชาติ จึงนำมาปรุงอาหารกันอย่างแพร่หลาย แต่หลายคนไม่รู้ว่า เห็ดฟาง มีสรรพคุณดี ๆ แบบนี้ด้วย

– มีวิตามินซีสูง ทานแล้วช่วยป้องกันโรคเหงือก เลือดออกตามไรฟัน

– มีสาร volvatioxin ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัสที่ทำให้ป่วยไข้หวัดใหญ่

– มีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด หากทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการติดเชื้อต่าง ๆ

– ช่วยลดความดันโลหิต

– ทางแพทย์แผนโบราณจัดให้เห็ดฟางเป็นเภสัชวัตถุที่มีรสหวานเย็น จึงช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงตับ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน

– เห็ดฟาง 100 กรัม ให้พลังงาน 35 กิโลแคลอรี และมีไขมันเพียง 0.2 กรัม จัดเป็นอาหารไขมันต่ำ แคลอรีน้อย และไม่มีคอเลสเตอรอล

*ข้อควรระวัง : ไม่ควรรับประทานเห็ดฟางแบบสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ดังนั้นควรทำให้สุกมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายย่อยง่ายและดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น

เห็ดออรินจิ

เห็ดออรินจิ

ชื่อภาษาอังกฤษ : King Oyster Mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pleurotus eryngii

สรรพคุณของเห็ดออรินจิ

นี่คือสิ่งดี ๆ ที่แอบซ่อนเอาไว้ในเห็ดดอกใหญ่อย่างเห็ดออรินจิ บอกได้เลยว่าใครพลาดต้องเสียดายแน่นอน

– สารเบต้ากลูแคนในเห็ดออรินจิมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง อีกทั้งยังไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ต่อต้านเชื้อไวรัส

– เป็นแหล่งพลังงานที่ดี ทำให้นักกีฬานิยมทานเพื่อเสริสร้างและฟื้นฟูกำลังทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน

– ผู้ป่วยโรคโลหิตจางควรทาน เพราะสามารถช่วยเพิ่มระดับฮีโมโกลบินในเลือดได้

– มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการถูกทำลายของเซลล์อันเนื่องมาจากสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ

– มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น

– แคลอรีค่อนข้างต่ำ และมีปริมาณน้ำอยู่ภายในเห็ดมาก ทานแล้วอิ่มท้องนาน เหมาะกับคนที่กำลังไดเอต

– ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือดได้ ทำให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้น

– เห็ดออรินจิ 100 กรัม ให้พลังงาน 24 กิโลแคลอรี มีไขมันไลโนเลอิก 170 มิลลิกรัม ไฟเบอร์ 4.3 กรัม

อ่านประโยชน์ของเห็ดออรินจิแบบเต็ม ๆ ต่อได้ที่ “ประโยชน์สุดว้าวของเห็ดออรินจิ โปรตีนก็สูง กินลดน้ำหนักก็ได้ !”

วารสารข่าวเกษตรชลประทาน
กรมส่งเสริมการเกษตร
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
Cancer & Natural Therapy Foundation of Australia
medicalmushrooms.net

10 ประโยชน์ของถั่วดำ ธัญพืชต้านมะเร็งได้หลายชนิด

ถ้าพูดถึงประโยชน์ของถั่วดำ หรือ Black bean หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าสรรพคุณของถั่วดำจัดว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งได้ดีอีกชนิดหนึ่งเลยนะ

เมนูถั่วดำเป็นของหวานที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะถั่วดำทำอะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย ๆ อย่างข้าวเหนียวเปียกถั่วดำ ถั่วดำน้ำกะทิ หรือข้ามทวีปไปอีกนิดเป็นบราวนี่ถั่วดำ เห็นได้ชัดว่าถั่วดำเป็นธัญพืชที่กินง่ายจริง ๆ แต่นอกจากประโยชน์ในด้านความอร่อยที่หลากหลายแล้ว รู้ไหมคะว่าประโยชน์ของถั่วดำก็เด็ดสะระตี่ไม่เบาเชียวล่ะ โดยเฉพาะสรรพคุณในการต้านมะเร็ง

ทว่าก่อนจะไปดูประโยชน์ของถั่วดำ เราอยากโชว์คุณค่าทางอาหารของถั่วดำในปริมาณ 100 กรัม โดยอ้างอิงจากข้อมูลกองโภชนาการ กรมอนามัย ตามนี้ก่อนเลย

ถั่วดํา

คุณค่าทางอาหารของถั่วดำดิบ ปริมาณ 100 กรัม

– พลังงาน 357 กิโลแคลอรี

– น้ำ 9.3 กรัม

– โปรตีน 23.8 กรัม

– ไขมัน 1.6 กรัม

– คาร์โบไฮเดรต 61.8 กรัม

– กากใยอาหาร 4.6 กรัม

– สารอนินทรีย์ (Ash) 3.5 กรัม

– แคลเซียม 57 มิลลิกรัม

– ฟอสฟอรัส 479 มิลลิกรัม

– ธาตุเหล็ก 16.5 มิลลิกรัม

– ไธอะมิน 0.19 มิลลิกรัม

– ไรโบฟลาวิน 0.12 มิลลิกรัม

– ไนอะซิน 1.5 มิลลิกรัม

แต่หากนำถั่วดำปริมาณ 100 กรัม ไปปรุงสุกด้วยการคั่ว จะได้สารอาหารเพิ่มมาอีก 2 อย่างอันได้แก่

– เบต้าแคโรทีน 5 ไมโครกรัม

– วิตามิน A รวม 1 ไมโครกรัม

ถั่วดํา

ประโยชน์ของถั่วดำ มากล้ำไปด้วยสรรพคุณดี ๆ

1. ปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร และน้ำตาลในเลือด

จากที่เห็นว่าถั่วดำเป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีหลายชนิด ถั่วดำจึงมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี และยังช่วยสร้างสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้เพิ่มหรือลดลงอย่างรวดเร็วด้วย

2. เป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่

ด้วยสรรพคุณของถั่วดำที่ช่วยบำรุงสุขภาพม้าม ขับความชื้นในร่างกาย บำรุงพลังส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นปราการป้องกันเซลล์ร้ายได้ทางหนึ่ง

อีกด้วยสรรพคุณช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกาย ถั่วดำจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ อันเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายได้นั่นเอง

ทั้งนี้เราก็มีสูตรเมนูซุปถั่วดำ กินเพื่อต้านมะเร็งรังไข่มาฝากด้วย ตามนี้เลยค่ะ

ถั่วดํา

สูตรซุปถั่วดำ

ส่วนผสม ซุปถั่วดำ

– ถั่วดำ 250 กรัม

– น้ำเปล่า 10 ถ้วย

วิธีทำซุปถั่วดำ

– ต้มถั่วดำกับน้ำด้วยไฟอ่อน ต้มนาน ๆ จนน้ำข้น ดื่มน้ำซุปบ่อย ๆ

3. ป้องกันมะเร็งลำไส้

นอกจากถั่วดำจะเป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่แล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากในเปลือกถั่วดำเป็นแหล่งสะสมสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง โดยมีงานวิจัยพบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่พบในเปลือกถั่วดำมีอยู่ถึง 8 ชนิดด้วยกัน จึงช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการกลายพันธุ์เป็นเซลล์ร้ายได้

ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยจาก Michigan State University ที่ให้หนูทดลองกินถั่วดำแล้วพบว่า หนูทดลองมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ลดลงราว 44-75% ขึ้นอยู่กับปริมาณถั่วดำที่กินเข้าไป และยังพบว่าหนูทดลองที่กินถั่วดำอย่างสม่ำเสมอมีปริมาณไขมันในร่างกายลดลงด้วย โดยเฉพาะปริมาณไขมันในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

4. ป้องกันมะเร็งตับ

ในถั่วดำยังมีสารเซเลเนียมอยู่มาก ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดที่พบไม่ได้ง่าย ๆ ในผักและผลไม้ทั่วไป แต่สามารถพบได้ในถั่วดำ ซึ่งเซเลเนียมตัวนี้จะช่วยปรับสมดุลเอนไซม์ในตับ และช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับที่อาจก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการกินถั่วดำเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับได้นั่นเอง

5. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

จากการศึกษาพบว่า ถั่วดำมีโฟเลตค่อนข้างสูง ซึ่งจะช่วยปกป้องเซลล์ในระดับ DNA และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่สึกหรอ เป็นปราการป้องกันไม่ให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านมค่ะ

ถั่วดํา

6. ป้องกันโรคหัวใจ

ด้วยสารอาหารในถั่วดำที่มีทั้งไฟเบอร์ โพแทสเซียม โฟเลต วิตามินบี และไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดอื่น ๆ จึงดีต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดกากใยอาหารในถั่วดำ จะมีส่วนช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการเกิดโรคหัวใจได้

7. ป้องกันพาร์กินสันและอัลไซเมอร์

วิตามินและแร่ธาตุในถั่วดำมีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทในร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหล่าวิตามินบี โฟเลต และกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบประสาท ฉะนั้นการเติมสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ให้ร่างกายด้วยการกินถั่วดำบ่อย ๆ จึงสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ได้ด้วยนะ

8. ป้องกันภาวะโลหิตจาง

เนื่องจากปริมาณธาตุเหล็กในถั่วดำที่มีอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยเติมธาตุเหล็กให้กับคนที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกินถั่วดำเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กแล้ว ยังมีอาหารช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางอื่น ๆ เช่น ซีเรียล ข้าวโอ๊ต และถั่วแดงเป็นตัวเลือกด้วยนะคะ

9. ช่วยล้างพิษ

ถั่วดำมีสรรพคุณช่วยขับพิษและบำรุงไต เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ที่เป็นสารล้างพิษตัวเด่น ๆ อีกทั้งในถั่วดำยังมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติล้างพิษได้ดี ซึ่ง อ.ชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ระบุว่า หากเทียบกับสรรพคุณในการล้างพิษของส้มแล้ว ถั่วดำจะมีประสิทธิภาพในการดีท็อกซ์สารพิษในร่างกายได้มากกว่าส้มถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

10. ดีต่อหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญในยามตั้งครรภ์ เพราะอาหารที่คุณแม่กินจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในท้องด้วย ดังนั้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรก็ควรต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษค่ะ ซึ่งในจุดนี้เราก็อยากแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ให้นมบุตรกินถั่วดำเป็นประจำ เพราะไม่เพียงแต่ถั่วดำจะมีโปรตีนสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการเจริญเติบโตของลูกน้อย โดยช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางให้กับแม่และลูก รวมทั้งช่วยป้องกันภาวะไขกระดูกสมองและไขสันหลังมีรูปร่างผิดปกติได้อีกด้วย

5 ประโยชน์ของลองกอง ดีขนาดนี้ต้องลิ้มลอง !

ลองกองมีประโยชน์ต่อสุขภาพยังไง เชื่อว่าหลายคนเคยกินลองกองมาไม่รู้กี่กิโลแต่ยังไม่เคยทราบถึงสรรพคุณของลองกองมาก่อนในชีวิต ฉะนั้นวันนี้เรามาพลิกดูคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ด้านสุขภาพของลองกองกันค่ะ

เห็นผลกลม ๆ ผิวกระด่างกระดำยังงั้นแต่จริง ๆ แล้วประโยชน์ของลองกองก็ดีงามใช่ย่อยนะคะ ซึ่งหากใครยังไม่เคยรู้ถึงประโยชน์ของลองกองมาก่อนเลย วันนี้เราจะได้รู้จักลองกองกันมากขึ้น พร้อมทั้งขอถือโอกาสชี้แจงในประเด็นคำถามเกี่ยวกับลองกองด้วยว่า กินลองกองแล้วอ้วนไหม ลองกองน้ำตาลเยอะไหม และคนท้องกินลองกองได้ไหม มาเคลียร์ทุกข้อสงสัยไปพร้อมกับทำความรู้จักลองกองกันเลย

ลองกอง และความเป็นมา

ลองกองเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากหมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และทางภาคใต้ของประเทศไทย ดังนั้นลองกองจึงถูกเรียกขานในหลายชื่อ เช่น ลังสาด (ภาษามาเลย์ : Langsart), ดูกู (ภาษาอินโดนีเซีย), ลองกอง (ภาษายาวี : ดอกอง) ส่วนลองกอง ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Langsart Fruit หรือ Lanzone

ลองกอง

ลองกอง กับลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลองกองมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lansium domesticum Corr. เป็นพืชในวงศ์ MELIACEAE ที่มีระบบรากแก้ว รากแขนง และรากฝอย แผ่กระจายจากลำต้นประมาณ 3-5 เมตร โดยรากหยั่งลึกไม่เกิน 20 เซนติเมตร โดยประมาณ

ส่วนลำต้นของลองกองค่อนข้างกลมและตั้งตรง ความสูงโดยทั่วไปจะอยู่ราว ๆ 15-30 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-40 เซนติเมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบบาง มีสีขาวปนน้ำตาล

ใบลองกองเป็นใบย่อยแตกออกจากก้านใบเป็นคู่ตรงข้าม ก้านใบยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบย่อยกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตรโดยประมาณ ใบมีขนาดใหญ่ หนา ใต้ใบเรียบไม่มีขน ด้านหน้าของใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านหลังใบเป็นสีเขียวจาง ลักษณะใบยาวรีเป็นรูปไข่ ปลายใบมนเป็นคลื่น เส้นใบย่อยลึก

ดอกลองกองเป็นดอกรวมอยู่ในช่อดอก การจัดเรียงของดอกภายในช่อเป็นแบบสลับกัน เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบของดอก มี 5 กลีบ ดอกสามารถเจริญเป็นผลโดยไม่ต้องมีการผสมเกสร

ส่วนผลของลองกองมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย จำนวนผล 10-40 ผลต่อช่อ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร บนผิวเปลือกจะมีตุ่มนูนเล็ก ๆ เป็นต่อมน้ำหวาน เปลือกแท้จะไม่มียาง

เมล็ดลองกองในหนึ่งผลจะมีเมล็ดน้อยเพียง 1-2 เมล็ด หรือบางผลมีเพียงเมล็ดลีบเท่านั้น เมล็ดที่สมบูรณ์ค่อนข้างใหญ่ รูปร่างกลมรี ด้านหนึ่งโค้งมน ด้านหนึ่งแบนราบ มีสีเขียวอมเหลือง มีรอยแตก

ลองกอง

ลองกองมีกี่พันธุ์

ลองกองมีอยู่ 3 พันธุ์ด้วยกัน ดังนี้

1. พันธุ์ลองกองแห้ง

ลองกองพันธุ์นี้จะมีเปลือกค่อนข้างแห้ง หยาบ และหนา เปลือกลองกองจึงไม่นุ่มหรือยุบตัวง่าย ทำให้เนื้อลองกองด้านในยังอยู่ดี ไม่ช้ำ ไม่มียาง ผลสุกเนื้อเป็นแก้วใส เนื้อแห้ง มีรสหวานพร้อมกลิ่นหอม

2. พันธุ์ลองกองน้ำ

สีเปลือกจะเหลืองโทนสว่างกว่าพันธุ์ลองกองแห้ง เปลือกบาง ยุบและอ่อนตัวง่าย ผลสุกเนื้อค่อนข้างฉ่ำน้ำ ทำให้เก็บลองกองพันธุ์นี้ไว้ไม่ได้นาน สังเกตได้ง่าย ๆ เมื่อลองกดหรือบีบผลจะทำให้เปลือกยุบบุ๋มลงได้ง่าย

3. พันธุ์ลองกองแกแลแมหรือลองกองแปร์แม

ช่อผลของลองกองแกแลแมจะค่อนข้างยาว แต่ผลลองกองมีลักษณะกลม เปลือกผลบาง มีสีเหลืองนวล ๆ ไม่มียาง ส่วนเนื้อผลค่อนข้างนิ่มเหลว และมีกลิ่นค่อนข้างฉุน

ลองกอง

ลองกองกับลางสาดต่างกันอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนเคยซื้อผิดซื้อถูกมาหลายครั้งแล้วระหว่างลองกองกับลางสาด ดังนั้นมาดูความแตกต่างของลองกองกับลางสาดกันชัด ๆ ตามนี้เลย

– ผลลางสาดจะออกกลมรี แต่ผลลองกองจะค่อนข้างกลม

– ลางสาดจะมียางที่เปลือกมากกว่าลองกอง (ลองกองแทบไม่มียางเท่าไร)

– เปลือกของลองกองจะค่อนข้างหนาและหยาบ ส่วนเปลือกลางสาดบางและเรียบกว่า

– สีเปลือกของลางสาดเป็นสีเหลืองสดใส แต่ลองกองมีสีเปลือกออกเหลืองซีดกว่า

– เปลือกลองกองจะค่อนข้างล่อน แกะกินง่าย แต่เปลืองลางสาดจะติดผลเนื้อ แกะกินยากกว่า

– ผลลองกองจะมีจุก แต่ลางสาดมีผลกลมเรียบไม่มีจุก

– ช่อผลของลางสาดจะสั้นกว่าช่อผลของลองกอง

– ใบลางสาดค่อนข้างเรียบ ส่วนใบของลองกองจะเป็นคลื่นใหญ่ร่องลึก

– ลางสาดมีเมล็ดมาก (ประมาณ 5 เมล็ด) ส่วนลองกองมีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย

– เมล็ดของลางสาดมีรสขมมาก ส่วนลองกองเมล็ดจะขมน้อยกว่า

– เนื้อลางสาดมีรสหวานอมเปรี้ยวกว่า ส่วนลองกองมีรสหวาน

– เมื่อสุก เนื้อลางสาดจะฉ่ำน้ำมากกว่าเนื้อลองกอง (ลองกองบางพันธุ์แม้จะฉ่ำน้ำแต่ยังมีน้ำน้อยกว่าลางสาดนะคะ)

– ลางสาดมีเนื้อน้อยกว่าลองกอง

ลองกอง
คุณค่าทางโภชนาการของลองกอง

เนื้อผลลองกองปริมาณ 100 กรัม (ลองกองประมาณ 6-7 ผล) จะให้คุณค่าทางโภชนาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลกองโภชนาการ กรมอนามัย ดังนี้

– พลังงาน 57 กิโลแคลอรี (ขึ้นอยู่กับขนาดผล)

– ใยอาหาร 2 กรัมโดยประมาณ (ขึ้นอยู่กับขนาดผล)

– โปรตีน 0.9 มิลลิกรัม

– ไขมัน 0.2 มิลลิกรัม

– คาร์โบไฮเดรต 15.2 มิลลิกรัม

– แคลเซียม 19 มิลลิกรัม

– ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม

– โพแทสเซียม 27.5 มิลลิกรัม

– เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

– วิตามิน B1 0.07 มิลลิกรัม

– วิตามิน B2 0.04 มิลลิกรัม

– วิตามิน C 3.0 มิลลิกรัม

– ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม

ลองกอง

ประโยชน์ของลองกอง

1. แก้ร้อนใน

ผลลองกองมีสรรพคุณเป็นผลไม้ดับร้อน สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกาย เมื่อกินลองกองเป็นประจำจะช่วยป้องกันอาการไข้ตัวร้อน และอาการร้อนในได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสและวิตามินบีถึง 2 ชนิดด้วยกัน

2. ไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบขับถ่าย

ลองกองเพียงแค่ 100 กรัม (6-7 ผล) ก็ให้ใยอาหารเราได้มากถึง 2 กรัม ซึ่งถ้าวัดกันเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะเห็นได้ว่าลองกองไม่ถึง 10 ผลก็ให้ใยอาหารได้ประมาณ 8-11% ของปริมาณใยอาหารที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแล้วนะคะ ดังนั้นจะบอกว่าลองกองเป็นผลไม้แก้ท้องผูกอีกตัวก็อาจจะได้

แต่นอกเหนือจากนั้นคือไฟเบอร์ที่ได้จากผลไม้จะช่วยชะล้างคอเลสเตอรอลตกค้างในร่างกายของเราออกมาทางระบบขับถ่ายด้วย ทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไขมันอุดตันเส้นเลือดลดลงไปด้วยนั่นเอง ทว่าทั้งนี้ก็ควรต้องกินไฟเบอร์จากอาหารชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยนะคะ

3. เติมพลังกาย

วิตามินบี 1 ในลองกองมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพราะเป็นวิตามินที่ช่วยดึงอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตมาเผาผลาญและเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกายดึงไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติอีกด้วยนะคะ

4. ช่วยบำรุงระบบประสาท

เนื่องด้วยในลองกองมีวิตามิน B1 และ B2 ในปริมาณพอสมควร ซึ่งวิตามินบีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไรโบฟลาโวน จะช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

5. สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงดูแลเซลล์ในร่างกาย

เห็นผลเล็ก ๆ ผิวพรรณไม่สวยงามอย่างนั้น แต่เนื้อในผลของลองกองแอบซ่อนสารต้านอนุมูลอิสระไว้ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ โดยผลการศึกษาในวารสาร Food Chemistry เมื่อปี 2006 เผยว่า ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่พอ ๆ กับผลไม้อย่างกล้วยและมะละกอเลยทีเดียว ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผลลองกองนี้มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายได้โดยง่าย ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้หลายชนิด

12 ผักต้านมะเร็งร้าย ป้องกันโรคมะเร็งง่าย ๆ ด้วยผัก

ผักที่จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งมีอะไรที่เราควรกินบ้าง ใครไม่อยากป่วยต้องเช็กเลยว่าผักป้องกันโรคมะเร็งมีอยู่กี่ชนิดด้วยกัน

ผักผลไม้

โรคมะเร็งเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และเหมือนสมัยนี้โรคร้ายนี้จะคุกคามชีวิตเราได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น จากพฤติกรรมการบริโภคและไลฟ์สไตล์โดยรวมของเรา ๆ เอง ดังนั้นถ้ามีอะไรที่จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ มีเท่าไรเราก็ควรทุ่มหน้าตักนะคะ และในวันนี้ กระปุกดอทคอมเองก็มีผักต้านมะเร็ง 12 ชนิด ที่สามารถหากินได้ง่าย ๆ มาแนะนำให้ทุกคนรู้ว่า ตัวเราเองสามารถป้องกันมะเร็งได้ไม่ยาก แค่เพียงกินผักตามนี้
อาหารต้านมะเร็ง

1. คะน้า

คะน้าเป็นผักที่มีวิตามินเอสูงมาก ซึ่งวิตามินเอที่เราได้จากคะน้ามีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดโอกาสเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงอาการเจ็บป่วยโดยรวมได้

อาหารต้านมะเร็ง

2. ตำลึง

ตำลึงเป็นผักใบเขียวที่มีวิตามินเอสูงเช่นกัน ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยแคลเซียม วิตามินซี ฟอสฟอรัส ที่มีคุณสมบัติแก้อาการแพ้ แก้อักเสบ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด รวมทั้งต้านมะเร็งได้ด้วย

อาหารต้านมะเร็ง

3. กะหล่ำปลี

ข้อมูลจากสภากาชาดไทย ระบุว่า กะหล่ำปลีสายพันธุ์ที่ปลูกในไทยสามารถยับยั้งหรือป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ เนื่องจากในผักประเภทหัวชนิดนี้มีซิลิเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งซิลิเนียมก็มีคุณสมบัติในการช่วยกำจัดอนุมูอิสระ นอกจากนี้ยังพบว่าสารอาหารในกะหล่ำปลีมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นเอนไซม์ที่มีหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยลดโอกาสที่เซลล์จะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้

อาหารต้านมะเร็ง

4. กะหล่ำสีม่วง

พืชผักสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ นอกจากนี้ในกะหล่ำสีม่วงยังมีฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่ง และมีสารซัลเฟอร์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ทั้งยังช่วยต้านสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย

อาหารต้านมะเร็ง

5. ผักกาดขาว

สารสีขาวจากผักอย่างผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งตับสามารถเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นวิตามินเอ ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ นอกจากนี้เส้นใยของผักกาดขาวยังช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอุจจาระแข็ง จึงทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างไหลลื่นมากขึ้น

อาหารต้านมะเร็ง

6. ถั่วงอก

ผักราคาถูกและปลูกง่ายมาก ๆ อย่างถั่วงอกมีสารต้านมะเร็งที่เรียกว่า ซัลโฟราเฟน โดยในถั่วงอกจะมีสารต้านมะเร็งชนิดนี้สูงกว่าถั่วปกติถึง 50 เท่าเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ถั่วงอกยังเป็นผักที่มีวิตามินซีสูง จึงมีคุณสมบัติช่วยสมานแผล ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูงขึ้นด้วย

อาหารต้านมะเร็ง

7. ใบกะเพรา

ในใบกะเพราก็มีวิตามินเอสูงมาก จึงมีคุณสมบัติต่อต้านการเกิดมะเร็ง และช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง นอกจากนี้ใบกะเพรายังถูกใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ หัวใจ และผิวหนังมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลเลยด้วย

อาหารต้านมะเร็ง

8. แครอท

แครอทไม่เพียงแต่มีเบต้าแคโรทีนที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในตับเท่านั้น แต่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแคโรทีนอยด์ รวมไปทั้งไบโอฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยเฉพาะความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดและมะเร็งมดลูก

อาหารต้านมะเร็ง

9. บรอกโคลี

บรอกโคลีอุดมไปด้วยวิตามินซี และยังมีวิตามินเอ วิตามินบี และพิกเมนต์คลอโรฟิลล์ รวมทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ด้วย จึงจัดเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่งที่กินง่าย

อาหารต้านมะเร็ง

10. บัวบก

ใบบัวบกและต้นสดมีวิตามินและแคลเซียมสูงมาก นอกจากนี้ในบัวบกยังมีวิตามินบี 1 และเป็นพืชที่ประกอบไปด้วยไกลโคไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังเรียบตึง แน่น และยังช่วยบรรเทาอาการเส้นเลือดขอด ผิวด่างดำ และช่วยให้แผลเป็นจางหาย

ทั้งนี้ยังพบว่า สารสกัดจากใบบัวบกมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็ว เร่งการสร้างเนื้อเยื่อและเยื่อบุเซลล์ใหม่ ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและการอักเสบ ทั้งยังมีคุณสมบัติทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น และยังช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทำลายแบคทีเรียได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้บัวบกจึงช่วยต้านมะเร็งและทำลายเซลล์มะเร็งได้นั่นเอง

อาหารต้านมะเร็ง

11. มะระขี้นก

ผักที่พ่วงตำแหน่งสมุนไพรอย่างมะระขี้นกก็ช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดีค่ะ เพราะใต้ความขมของมะระขี้นกนั้นเปี่ยมไปด้วยวิตามินเอ นอกจากนี้ยังพบว่าในมะระขี้นกมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านไวรัสและฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านม รวมทั้งเซลล์มะเร็งสมองได้ผลดี สรรพคุณสุดยอดจริง ๆ

อาหารต้านมะเร็ง

12. ยอ

ลูกยอเป็นผักที่มีวิตามินซีสูง คนไทยใช้เป็นยาอายุวัฒนะมาตั้งแต่โบราณ ช่วยบำรุงธาตุ และจากการศึกษาในสัตว์ทดลองก็พบว่า ยอมีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งขั้นต้น โดยเป็นสารที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ต้านมะเร็งได้ แต่ทั้งนี้ยอก็เป็นผักที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง อาจเสี่ยงต่อผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจนะคะ ฉะนั้นผู้ป่วย 2 โรคนี้อาจต้องเลือกกินผักต้านมะเร็งชนิดอื่นแทน

ทั้งนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า วัยผู้ใหญ่ควรรับประทานผักวันละ 18 ช้อน หรือประมาณ 6 ทัพพี โดยควรเลือกกินให้หลากหลายทั้งชนิดและสีของผัก เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอและครบถ้วน อีกทั้งการกินผักหลายหลายชนิดยังช่วยลดการสะสมของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ให้มากเกินไปในร่างกายด้วยนะคะ อ้อ ! แล้วก็อย่าลืมล้างผักให้สะอาดก่อนกินกันด้วยล่ะ

– 5 วิธีล้างผักลดสารพิษตกค้าง ทานได้ปลอดภัย หายห่วง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สภากาชาดไทย
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
Reader’s digest

ประโยชน์ของผักหนาม ผักริมน้ำที่ไม่ธรรมดา แต่ยังเป็นยารักษาโรค

ผักหนาม อย่าคิดว่าเป็นแค่พืชริมน้ำ หรือเป็นพืชอันตรายที่มีหนามเยอะ เพราะจริง ๆ แล้วผักหนามมีประโยชน์และสรรพคุณมากกว่าที่ทุกคนคิด !

ผักหนาม คืออะไร ? เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงไม่คุ้นหูกับผักชนิดนี้ แต่น่าจะพอเดาได้ว่าต้องมีหนามเยอะแน่ ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วผักหนามเป็นผักที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในป่า และพื้นที่ชื้น บริเวณริมแม่น้ำ ลำคลอง คนทั่วไปที่รู้จักผักหนามส่วนมากจะนำมาทำเป็นอาหารทานค่ะ เพราะผักหนามถือเป็นผักที่มีประโยชน์และให้คุณค่าทางโภชนาการมากทีเดียว วันนี้เราเลยนำเรื่องราวและประโยชน์ของผักหนามมาฝากกันค่ะ

ผักหนาม หรือกะลี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Lasia spinosa (L.) Thwaites. เป็นไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี อยู่ในวงศ์ ARACEAE ตระกูลเดียวกับบอน มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ต้นตั้งตรง มีหนามแหลมตามลำต้นและใบ ชอบขึ้นตามดินโคลนและพื้นที่ชื้นริมน้ำ พบในเอเชียเขตร้อนอย่างตอนใต้ของจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินเดีย นิยมเด็ดมาต้มกินกับน้ำพริก ซึ่งนอกจากจะกินกับน้ำพริกอร่อยแล้ว ประโยชน์ของผักหนามยังมีอีกเยอะเลยค่ะ แต่ก่อนจะไปดูประโยชน์ของผักหนาม เรามาทำความรู้จักผักหนามให้มากกว่านี้กันก่อนค่ะ
ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์ของผักหนาม

ลำต้น : ลำต้นผักหนามเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดิน เลื้อยขนานกับพื้น มีหนามแหลมอยู่ตามลำต้น โดยลำต้นจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร และยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร ชอบขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขัง

ใบ : ใบของผักหนามเป็นใบเดี่ยวทรงหัวลูกศร ผืนใบเรียบ สีเขียวเข้ม ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉกเกือบถึงเส้นกลางใบ เรียงสลับกัน โดยใบมีความกว้างมากกว่า 25 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร มีหนามอยู่บริเวณด้านหลังและเส้นกลางใบ ส่วนใบอ่อนจะม้วนเป็นแท่งกลม ปลายแหลม

ก้าน : ก้านของผักหนามมีรูปทรงกระบอก แข็ง ยาวประมาณ 40-120 เซนติเมตร และมีหนามแหลมตามก้านใบ

ดอก : ดอกของผักหนามเป็นช่อเชิงลด คือเป็นช่อดอกแบบไม่สิ้นสุด มีรูปทรงกระบอก เป็นแท่งยาวเท่ากับใบ ประมาณ 4 เซนติเมตร ออกมาจากกาบใบ ก้านของดอกมีหนามและสามารถยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร มีดอกย่อยเยอะ ใบประดับเป็นกาบสีน้ำตาลปนเขียวถึงสีม่วง ยาวถึง 55 เซนติเมตร โดยกาบจะม้วนเป็นเกลียวไปจนสุดความยาว ช่อดอกมีสีน้ำตาล มีดอกตัวผู้จำนวนมากอยู่ด้านบน และดอกตัวเมียอยู่ด้านล่างในจำนวนไม่มาก ดอกจะออกช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน

ผล : ผลของผักหนามเรียงชิดติดกันเป็นแท่งทรงกระบอก ผลสดจะหนาและเหนียว ผลอ่อนจะนุ่มและมีสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแกมแดง ผลจะออกช่วงมิถุนายนถึงสิงหาคม

Pitch for hosting the WCCE in Melbourne

Another means to approach the essay might be to utilize an individual instance and explore numerous aspects of it. Significantly, it’s heading teach you a lot of stuff that one can set in your essay. This really is a lot simpler to bring in any modification just before actually writing the article. So as to compose an powerful discursive composition it is critical to get the issue right. With the assistance of a wonderful name, you can influence a publication purchaser to purchase your novel. Continue reading “Pitch for hosting the WCCE in Melbourne”

The Internet Culture In Reality By Castells

A good deal of preparation ought to go into your article before you begin writing it. You can Now begin editing and revising. What you end up performing here greatly counts on the kind of article you’re planning on composing. Looking at what you’ve composed to date, make a top college essay listing of terms you’re capable to appear up to try to get articles on your own paper. Interview documents help it become feasible for you to use individuals as your own sources as opposed to novels. Continue reading “The Internet Culture In Reality By Castells”